Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - zilog

Pages: [1] 2
1
เรื่องราวมีอยู่ว่า ...
แต่ก่อน มีแม่ทัพคนหนึ่งเล่น หมากล้อม เก่งมาก ฝีมือแม่ทัพดีหาคนเล่นชนะได้ยาก และก็ภูมิใจในฝีมือตนมาก
วันหนึ่ง แม่ทัพออกรบ ผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เห็นบ้านเล็ก ๆ หลังหนึ่ง มีป้ายติดว่า “หมากล้อม อันดับ 1 ของประเทศ”
แม่ทัพเห็นแล้วรู้สึกไม่ยอมรับในใจ จึงพักทัพ แวะเข้าไปหาเจ้าของบ้าน ขอประลองหมากล้อมด้วย
ปรากฎว่า เจ้าของบ้านแพ้ทั้ง 3 กระดาน

แม่ทัพยิ้ม เอามือลูบเครา พลางหัวเราะใส่เจ้าของบ้าน  “เหอะๆ..แกเอาป้ายลงได้แล้ว”
แล้วแม่ทัพก็ไปออกรบด้วยความกระหยิ่มในฝีมือการวาง หมากล้อม และวิสัยทัศน์ในกลยุทธของตน

หลังจากนั้นไม่นาน แม่ทัพรบชนะกลับมา ผ่านมาที่เดิม
ก็ยังเห็นป้าย อันดับ 1 แขวนอยู่ที่บ้านหลังเดิม ก็อดไม่ได้ แม่ทัพจึงเข้าไปหาเจ้าของบ้าน และท้าดวลอีก


คราวนี้แม่ทัพบอกสำทับเจ้าของบ้านว่า เล่นให้ดี ถ้าชนะจะให้รางวัล แต่ถ้าแพ้ จะปลดป้ายอวดดีที่ติดไว้หน้าบ้านทิ้ง
แต่ปรากฎว่าครั้งนี้ แม่ทัพกลับพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงทั้ง 3 กระดาน ไม่เหลือเค้าลางความเก่งเดิมที่เคยทะนงในฝีมือ

แม่ทัพประหลาดใจมาก ถามเจ้าของบ้านว่าเพราะอะไร ? ไปฝึกที่ไหนเพื่อมาแก้มือหรือเปล่า ? รู้สึกไม่อาจยอมรับได้ว่าเจ้าของบ้านเก่งกว่า เลยอ้างว่าเพิ่งเดินทัพกลับมายังเหนื่อยล้า พรุ่งนี้จะมาเล่นด้วยใหม่

เป็นอย่างนี้ สามวัน ทุกวันแม่ทัพแพ้หมากล้อมอย่างหมดรูป 3 กระดาน ทั้งสามวัน จนไม่อาจไม่ยอมรับว่าฝีมือตนด้อยกว่า และไม่มีเหตุผลใดกล่าวอ้างอีก จึงยอมรับนับถือฝีมือเจ้าบ้านอย่างจริงใจ ยอมตบรางวัลให้ตามสัญญา แต่ก็ยังอดถามไม่ได้ว่า แล้วทำไม


เจ้าบ้านขอร้องให้แม่ทัพรับปากว่าถ้าตอบตามจริงแล้วจะไม่มีโทษ แม่ทัพให้สัตย์

เจ้าของบ้านจึงตอบตามตรงว่า

เพราะท่านเป็นแม่ทัพ และข้าเป็นผู้น้อย  วันแรกที่เจอกัน ท่านเดินทัพไปรบแต่กลับอดไม่ได้ต้องแวะมาลองฝีมือกับข้าพเจ้า ย่อมแสดงว่าท่านรู้สึกไม่ยอมรับนับถือผู้ใดในสิ่งที่ท่านคิดว่าท่านเก่งกว่า อีกทั้งเมื่อเดินหมากท่วงทีกลยุทธเดินหมากท่านดุดันวางรุกรุนแรงหมายกินพื้นที่ไม่เหลือ มุ่งหมายชนะถ่ายเดียว ข้าพเจ้าจึงรู้ว่าแพ้ชนะมีผลต่อความมั่นใจของท่านในการออกรบ ครั้งก่อนนั้น ท่านกำลังมีภารกิจต้องไปออกรบ ข้าน้อยจะไปลบเหลี่ยม ทำให้ท่านหมดขวัญกำลังใจไม่ได้


แต่ครั้งนี้ ท่านชนะกลับมา และบังคับให้ข้าน้อยเล่นอีก ถ้าแพ้จะปลดป้ายของข้าน้อยออก จึงมิอาจออมมือให้แล้วขอรับ”

แม่ทัพพยักหน้ายอมรับในเหตุผล ที่เจ้าของบ้านอ่านได้กระจ่าง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าไม่พึงใจออกมา แต่ก็ไม่ว่ากระไร มอบรางวัลแล้วกลับไปยังทัพของตน พอถึงที่พักก็คิดว่า คนที่อ่านกลหมากได้จนรู้ความคิดอ่านของตนย่อมจะเป็นภัย ใครรู้ว่าแม่ทัพแพ้หมดรูปขนาดนั้นถึงไหนอายถึงนั่น จึงสั่งลูกน้องคนสนิทให้ไปฆ่าเจ้าของบ้านเสีย โดยให้เหตุผลว่าถ้าข้าศึกรู้ว่ามีคนนี้อยู่อาจเอาไปใช้เป็นประโยชน์ในการศึกคราวต่อไป แต่เมื่อไปถึง เจ้าของบ้านก็เก็บของและป้ายนั้นพร้อมออกเดินทางหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว

คนที่เก่งจริงในโลกนี้ คือคนชนะได้ แต่ไม่จำเป็นต้องชนะ
มีใจกว้างขวางพอที่จะให้คนอื่นได้ชนะ ได้ภูมิใจในฝีมือของตน ได้ไปรบในสนามรบของตนอย่างมั่นใจ

การใช้ชีวิต ก็เหมือนกัน
รู้ ไม่จำเป็นต้องพูด ไม่พูด ใช่ว่าจะไม่รู้


หากคุณพูดในสิ่งที่คุณรู้ แต่เป็นเรื่องที่เจ้าของเรื่องไม่อยากให้รู้ หรือไม่คิดว่าคนอื่นจะรู้ คุณไม่ได้มิตร แต่ได้ศัตรู
คนทุกคนบอกว่ารับความจริงได้ ต้องการให้คุณพูดความจริง แต่พอคุณพูดแล้ว ใช่ว่าจะรับได้ทุกคน อาจจะโกรธคุณอีกต่างหาก ที่เสือกรู้ความจริงในใจ หรือความคิดของเขา

การที่เขาบอกให้คุณพูดความจริง ที่จริงแค่ต้องการจะรู้ว่าคุณรู้เท่าไหน แต่ไม่ได้หมายความว่ารับความจริงได้ เมื่อรู้ว่าคุณรู้เยอะมาก เยอะกว่าที่เขาคาดไว้ เขาย่อมโกรธคุณ เพราะ “รู้ทัน” หรือไม่ทำใจยอมรับได้ว่า ในเรื่องนั้นคุณเก่งกว่า รู้เยอะกว่าเขา

ต่อหน้าคนใจแคบ คุณต้องใจกว้าง ถ้าทำใจกว้างไม่ได้ ก็ต้องแกล้งโง่ เพราะไม่มีทางทำให้เขาพึงใจในความเก่งของคุณได้ ต่อให้เขายอมรับก็ยอมรับด้วยความรู้สึกไม่ยินยอม และมุ่งจะเอาชนะท่านให้ได้ มีแต่เสียกับเสีย

ต่อหน้าคนใจกว้าง คูณแสดงความสามารถได้ตามจริง เต็มเท่าที่คุณมี แต่ก็ยากนักที่จะเจอคนใจกว้างได้ง่ายๆ ในสังคมปัจจุบัน


คนเก่งหมากล้อมอ่านพินิจวิธีการเดินหมากล้อมก็เห็นความคิดอ่าน
คนเก่งใช้ชีวิต ก็ต้องอ่านพินิจวิธีคิดอ่านของคนที่ตนพบด้วย เพราะมีผลต่อการปฏิสัมพันธ์กันในอนาคต


ที่มา หมากล้อม อ่านความคิดพินิจคน

2
50 ข้อคิดสำหรับนักพัฒนาโปรแกรมที่ควรรู้ไว้

1.โปรแกรมแบบพอเพียง(ทำอะไรให้เล็กที่สุดเท่าที่เป็นไปได้)
2.ทำสิ่งธรรมดาให้ง่าย ทำสิ่งยากให้เป็นไปได้
3.จงโปรแกรมโดยนึกว่าจะมีคนมาทำต่ออย่างแน่นอน
4.ระเบียบ กฏข้อบังคับ เชื่อมั่นไม่ได้แล้ว ถ้ามีเพียงหนึ่งโมดูลไม่ปฏิบัติตาม
5.ตัดสินใจให้ดีระหว่างความชัดเจน(clearance) กับ การขยายได้(extensibility)
6.อย่าเชื่อมั่น output จากโมดูลอื่น ถึงแม้เราจะเป็นคนเขียนเอง
7.ถ้าคนเขียนยังเข้าใจได้ยาก แล้วคนอ่านจะเข้าใจได้ยากกว่าแค่ไหน
8.ค้นหาข้อมูลสามวันแล้วทำหนึ่งวัน หรือจะทำสามวันแล้วแก้บั๊กตลอดไป
9.จงสร้างเครื่องมือ ก่อนทำงาน
10.อย่าโทษโมดูลอื่นก่อน โดยเฉพาะถ้าโมดูลอื่นเป็น OS และ Compiler
11.พยายามทำตามกฏ แต่ถ้ามีข้อยกเว้น ต้องมีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วประกาศและตะโกนให้ดังที่สุด
12.High cohesion Loose coupling. (ยึดเกาะให้สูงสุดในโมดูล และ เกาะเกี่ยวกับโมดูลอื่นให้น้อยที่สุด)
13.ให้สิ่งที่เกี่ยวข้องกันยิ่งมากอยู่ไกล้กันมากที่ สุด
14.อย่าเชื่อโดยไม่พิสูจน์
15.อย่าลองทำแล้วคอมไพล์ดู ถ้าเราไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์อะไรไว้ (อย่างเช่นปัญหา index off by one)
16.จงกระจายความรู้เพราะนั่นคือการทำ Unit Test ระดับล่างสุด(ระดับความคิด)
17.อย่าเอาทุกอย่างใส่ใน UI เพราะ UI คือส่วนที่ Unit Test ได้ยาก
18.ทั้งโปรเจ็คต์ควรไปในทางเดียวกันมากที่สุด( Consistency )
19.ถ้ามีสิ่งที่ดีอยู่แล้วจงใช้มัน อย่าเขียนเอง ถ้าจำเป็นต้องเขียนเอง ให้ศึกษาจากข้อผิดพลาดในอดีตก่อน
20.อย่ามั่นใจเอาโค้ดไปใช้จนกว่าจะ test อย่างเพียงพอ
21.เอาโค้ดที่ test ไว้ที่เดียวกันกับโค้ดที่ถูก test เสมอ
22.ทุกครั้งที่แก้ไขโค้ดให้ run unit test ทุกครั้ง
23.จงใช้ Unit Test แต่อย่าเชื่อมั่นทุกอย่างใน Unit Test เพราะ Unit Test ก็ผิดได้
24.ถ้าต้องทำอะไรที่ซ้ำกันมากกว่าหนึ่งครั้ง ก็เพียงพอแล้วที่จะแยกโค้ดส่วนนั้นออก
25.ทำให้ใช้งานได้ก่อน แล้วค่อย optimize และถ้าไม่จำเป็น อย่าoptimize
26.ยิ่งประสิทธิภาพเพิ่ม ความเข้าใจง่ายจะลดลง
27.ใช้ Design Pattern ที่เป็นที่รู้จักจะได้คุยกับใครได้รู้เรื่อง
28.อย่าเก็บไว้ทำทีหลัง ถ้ายังไงก็ต้องทำ
29.MutiThreading ไม่ใช่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพ แต่มันมาพร้อมกับ Concerency, Deadlock, IsolationLevel, Hard to debug, Undeterministic Errors.
30.จงทำอย่างโจ่งแจ้ง
31.อย่าเพิ่ม technology โดยไม่จำเป็น เพราะนั่นทำให้โปรแกรมเมอร์ต้องวุ่นวายมากขึ้น
32.จงทำโปรเจ็คต์ โดยคิดว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เสมอ
33.อย่าย่อชื่อตัวแปรถ้าไม่จำเป็น เดี๋ยวนี้ IDE มันช่วยขึ้นเยอะแล้วไม่ต้องพิมพ์เองแค่ dot มันก็ขึ้นมาให้เลือก
34.อย่าใช้ i, j , k , result, index , name, param เป็นชื่อตัวแปร
35.ทำโค้ดที่ต้องสื่อสารผ่านเครือข่ายให้คุยกันน้อยท ี่สุด
36.แบ่งแยกดีดี ระหว่าง Exception message ในแต่ละเลเยอร์ ว่าต้องการบอกผู้ใช้ หรือ บอกโปรแกรมเมอร์
37.ที่ระดับ UI ต้องมี catch all exception เสมอเพื่อกรอง Exception ที่ลืมดักจับ
38.ระวัง คอลัมภ์ allow null ใน database ดีดี ค่า มัน convert ไม่ได้
39. อย่าลืมว่า Database เป็น global variable ประเภทหนึ่ง แต่ละโปรแกรมที่ติดต่อเปรียบเหมือน MultiThreading ดังนั้นกฏของ Multithreading ต้องกระทำเมื่อทำงานกับ Database
40.ระวังอย่าให้ logic if then else ซ้อนกันมากมาก เพราะสมองคนไม่ใช่ CPU จินตนาการไม่ออกหรอกว่ามันอยู่ตรงไหนเวลา Debug (ถ้ามากกว่าสามชั้นก็ลองคิดใหม่ดูว่าเขียนแบบอื่นได้ มั้ย)
41.ระวังอย่าให้ลูปซ้อนกันมากมาก ไม่ใช่แค่เรื่องความเร็วอย่างเดียว เวลา Debug เราคิดตามมันไม่ได้ (ถ้าเกินสามชั้นก็ไม่ไหวแล้ว)
42. อย่าใช้ Magic Number ใน Code เช่น if( controlingValue == 4 ) เปลี่ยนไปใช้ Enum ดีกว่า เป็น if( controlingValue == ControllingState.NORMAL ) เข้าใจง่ายกว่ามั้ย
43.ถ้าจะเปรียบเทียบ string Trim ซ้ายขวาก่อนเสมอ
44.คิดหลายๆ ครั้งก่อนใช้ Trigger
45.โปรแกรมเมอร์คือห่วงโซ่สุดท้ายของมลพิษทางความซับ ซ้อน ดังนั้นหา project leader ดีดีแล้วกัน
46. มนุษย์ฉลาดกว่าคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรมก็คือการสอนให้คอมพิวเตอร์ฉลาดได้เหมือนเรา (มนุษย์ฉลาดกว่าคอมพิวเตอร์จริงๆนะ) Reply With Quote
47. จงควบคุมคอม มิใช่ให้คอมควบคุมเรา เราต้องสั่งให้คอมทำงาน ไม่ใช่ให้เราทำงานตามคอมสั่ง
48. อย่าปล่อยให้ข้อจำกัดของคอม มาจำกัดความคิดของเรา [คอมไม่ดีเปลี่ยนเครื่องเลย 55+]
49. ยอมรับความคิดของผู้อื่น แต่อย่าออกจากกรอบของตนเอง
50. หมั่น Save โปรแกรมไว้อย่าสม่ำเสมอ ก่อนที่จะไม่มีโอกาส Save [จะให้ดี Save เป็นแต่ละ Version เลย]

ข้อคิดเหล่านี้ คงช่วยในการพัฒนาการเป็นนักพัฒนาโปรแกรมที่ดี ได้บ้างนะครับ

ที่มา http://www.ict.buu.ac.th/Blog/Lists/Posts/Post.aspx?ID=1470

3
รวบรวมมาให้ได้อ่านกันครับ เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์
อาจจะยาวสักหน่อย แต่คิดว่าคุ้มค่าครับ
ค่อยๆอ่านได้ครับ แล้วลองคิดตามไป


“ชีวิตมีจุดประสงค์อยู่สองประการ
หนึ่ง : อยากได้สิ่งที่น่าปรารถนา
สอง : เมื่อได้แล้ว ก็หาความสำราญจากสิ่งนั้น
คนที่มีสติปัญญาสูงสุดเท่านั้น จึงจะบรรลุความสำเร็จในประการที่สอง”

โลกัน เบียร์ซอลล์


“อย่าก่อไฟให้ร้อนจัดเพื่อเผาศัตรูของท่าน
เพราะมันจะเผาตัวของท่านเองอย่างช้าๆ”

ขงจื้อ


“ตาบอดมิได้ทำให้เกิดความทุกข์อย่างใดเลย,
หากทุกข์อยู่ที่ไม่สามารถจะอดทนต่อฐานะคนตาบอดต่างหาก”

ยอห์น มิลตัน


“ไม่มีสิ่งใดสูงส่งและยอดเยี่ยมอย่างเที่ยงแท้อยู่ในลักษณะนิสัยของบุคคล
เสมอเท่าการปฏิเสธความอยากของตัวเองอย่างเด็ดขาด”

เซอร์ วอลเตอร์ สก็อตต์


“ไม่มีใครเป็นอัจฉริยะบุคคลได้ ถ้าเขาไม่มีจุดหมายที่จะทำงานมากไปกว่าความสามารถของเขา”

เซอร์ ฮัมฟรีย์ เดวี


“คุณค่าของมนุษย์ขึ้นอยู่กับสมรรถภาพของเขา
ในการมุ่งมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
กระทั่งเขาบรรลุความปรารถนา”

โยเซ็ฟ แซมเบอร์เลน


“เราเก็บเกี่ยวจากสิ่งที่เราได้หว่านเมล็ดปลูกเอาไว้, และโชคชะตามักจะบังคับให้เราชำระหนี้ความชั่วของเรา ในวันหนึ่งข้างหน้า, มนุษย์ทุกคนจะต้องได้รับผลร้ายเป็นการตอบแทนกรรมชั่วของเขา ท่านผู้ใดที่จำหลักความจริงนี้ได้ จงอย่าโกรธต่อผู้ใด, มีโทโสต่อผู้ใด, ด่าผู้ใด, ลงโทษผู้ใด, ขุ่นเคืองผู้ใด, เกลียดชังผู้ใด”

เอปิคตีตัส


“สิ่งที่นับว่าฉลาดล้ำเลิศที่สุดในชีวิต ก็คือการใช้ชีวิตให้มีความสุข”

โอมาร์ คัยยัม


“ความมั่งคั่ง, ชื่อเสียงโด่งดัง, ตำแหน่ง และอำนาจมิได้เป็นเครื่องวัดที่แน่นอนว่า คือ ความสำเร็จ, เครื่องวัดความสำเร็จที่แท้จริง คืออัตราส่วนระหว่าง เราจับทำอะไร และทำสำเร็จแค่ไหน”

เอ็ช. ยี. เว็ลลส์


“ไม้ตะพด และก้อนอิฐ อาจทำให้ข้าพเจ้าหัวแตก
แต่คำพูดไม่สามารถทำให้ข้าพเจ้าเจ็บปวดแต่อย่างใด”

บารุก


“ผู้แข็งแรงที่สุด ก็คือผู้ที่อยู่ในอำนาจควบคุมของตนเอง”

เซนีต


“การใช้ชีวิตให้สดชื่นแจ่มใสอยู่ทุกวัน และทุกชั่วโมง เป็นความสุขอันหาค่ามิได้”

เอ็ดเวอร์ด อีแวนส์


“ผมสามารถจะต้อนรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นแก่ชีวิต เพราะสุดวิสัยที่จะป้องกันเอาไว้,
นอกจากตาบอด ผมไม่สามารถจะทนเป็นคนตาบอดได้”

บูช ทาร์คิงตัน


“จงเตรียมตัวต้อนรับวันนี้! เพื่อได้มาซึ่งชีวิตอันเต็มไปด้วยความสุขในระยะอันสั้นของวันนี้ จงใช้ชีวิตของท่านให้ห้อมล้อมอยู่ด้วยความสุขเกษมเปรมปรีด์แห่งชีวิต ความประพฤติอันควรแก่การสรรเสริญ ความสำเร็จอันงามแห่งกรณียกิจ, เพราะวานนี้เพียงแต่เป็นความฝัน และพรุ่งนี้เพียงแต่เป็นมโนภาพ, หากความสุขของวันนี้ จะทำให้ความฝันเมื่อวานนี้เป็นความฝันอันแสนหวาน และทุกๆ พรุ่งนี้เป็นมโนภาพแห่งความหวัง; เพราะฉะนั้น, จงเตรียมตัวต้อนรับวันนี้ด้วยการแสดงความเคารพต่อรุ่งอรุณ”

กาลิทาส


“สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของมนุษย์ ไม่ใช่เพิ่มทุนให้สูงขึ้นจากผลกำไร เพราะการทำเช่นนี้ คนโง่ทุกคนก็สามารถทำได้ แต่การทำให้เกิดกำไรจากการขาดทุนนั่นซิ เป็นสิ่งสำคัญ และทำยาก ซึ่งผู้มีภูมิปัญญาเท่านั้น จึงสามารถทำได้ นี่คือสิ่งแสดงถึงลักษณะแตกต่างระหว่างคนมีสติปัญญา และคนโง่”

วิลเลียม โบลิโธ


“คนใจลอยตลอดเวลา ควรจะเอาเวลาที่สูญเสียไป
มาใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์กว่ากัน”

รุสโซ


“จงยินดีรับไว้ เพราะผู้ยินดีต้อนรับทุกสิ่งที่อุบัติขึ้นแก่เขาเป็นขั้นแรก ที่จะชนะเคราะห์กรรมในวันหน้า”

วิลเลียม เยมส์


“คนที่กำลังโกรธ, มักเต็มไปด้วยพิษ”

ขงจื้อ


“สิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาอย่างยิ่ง ก็คือ การมีอำนาจเหนือตนเอง คือเหนือความคิดของข้าพเจ้า; มีอำนาจเหนือความหวาดกลัว; มีอำนาจเหนือจิตใจ และเหนือความรู้จักผิดชอบ, และมีสิ่งน่าพิศวงสำหรับอำนาจนี้ ก็คือ ข้าพเจ้าสามารถจะใช้มันให้เป็นประโยชน์อย่างดีเลิศ เมื่อข้าพเจ้าต้องการใช้มัน, โดยเพียงแต่บังคับการกระทำต่างๆ ของข้าพเจ้าให้เป็นไปโดยถูกต้อง ซึ่งจะบังคับให้ผลจากการกระทำนั้นๆ ปรากฏขึ้นเป็นที่พอใจ”

คาร์เนกี


“ความกตัญญู เป็นสิ่งที่มาจากคนที่มีภูมิธรรมสูง
ท่านจะไม่พบมันในหมู่คนสันดานไพร่”

แซมเมียล ยอห์นซัน


“ถ้ามีบุคคลใดซึ่งเห็นแก่ตัว พยายามจะเอารัดเอาเปรียบท่าน, จงเลิกคบค้าสมาคมกับบุคคลนั้นๆ เสีย, แต่อย่าพยายามแก้แค้น เพราะเมื่อท่านต้องการจะแก้แค้นผู้ใด, มันหมายถึงว่า ท่านจะต้องรู้สึกเจ็บใจในเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งมิได้รู้สึกอย่างใดเลย”

คาร์เนกี


“จงอดทน ต่อราตรีกาล, พายุ, ความหิว, คำเยาะเย้ย, อุบัติเหตุ, ความผิดหวัง ทำนองเดียวกับต้นไม้ และสัตว์เดียรัจฉาน”

ยอห์น มิลตัน


“จงชนะโดยปราศจากการคุยโว แพ้โดยปราศจากข้อแก้ตัว”

เอ. พี. เทอร์ฮูน


“ผู้ที่มีชีวิตเต็มไปด้วยความสุข จะต้องเป็นผู้รู้จักอดทนต่อภาระรับผิดชอบของตนเอง, แม้จะหนักปานใด, ตลอดทั้งวัน, จะต้องมีชีวิตอยู่ด้วยความร่าเริง, พากเพียร, ยิ้มแย้ม, แจ่มใส, จนกว่าพระอาทิตย์จะตกดิน”

รอเบอร์ต ลุยส์ สตีเวนซัน


“มนุษย์ผู้มีความสุขอย่างเหลือคณานับ,
คือผู้ต้อนรับวันนี้เป็นของเขา:
ผู้ได้รับความชื่นบานสำราญใจ,
จะกล่าวได้อย่างเต็มปาก:
พรุ่งนี้ช่างมัน, ชีวิตเป็นของฉันอยู่วันนี้ก็พอ”

ฮอริส


“ใครจะเรียกเขาว่าเป็นคนล้มเหลวไม่ได้, เพราะเขาใช้ความสามารถเท่าที่เขามีอยู่อย่างเต็มที่”

ที. ยี. วิลซัน

จาก http://thaiteenpoem.blogspot.com/2012/03/blog-post_13.html

4
คุณอาจได้ยินคำว่าเด็กติดเน็ตจนคุ้นหูและคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ตอนนี้โรคนี้ไม่ธรรมดาอีกต่อไป เพราะมันเริ่มขยายแนวรบสู่พวกผู้ใหญ่ที่เชื่อกันว่ามีวุฒิภาวะและความ ยับยั้งชั่งใจมากกว่าเด็ก

เมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว ตอนที่ดอกเตอร์คิมเบอร์ลี ยัง (Kimberly Young) นำเสนองานวิจัยชื่อ “การติดเน็ต : การเกิดของโรคชนิดใหม่” (Internet Addiction: The Emergence of a New Disorder) ต่อที่ประชุมประจำปีของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน วงการจิตแพทย์ส่วนใหญ่พากันวิพากษ์วิจารณ์ไม่ยอมรับว่าการติดเน็ตเป็นการ ป่วยหรือโรคชนิดหนึ่งเช่นเดียวกับการติดเหล้าติดบุหรี่หรือติดการพนัน แต่ทุกวันนี้ประเทศที่ประชากรใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมาก เช่น สหรัฐอเมริกา จีน เกาหลีใต้ หรือไต้หวัน ล้วนเห็นตรงกันว่าอาการติดเน็ตเป็นปัญหาด้านการสาธารณสุข

ผลเสียของการติดเน็ตนั้นมากมาย ทั้งเสียเวลา เสียสุขภาพ เสียความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว เพื่อนฝูง และหน้าที่การงาน บางคนเป็นหนักมีอาการเช่นเดียวกับติดยาเสพติดเลยทีเดียว นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา เคยทดสอบโดยให้นักศึกษาประมาณ ๒๐๐ คนงดใช้เครื่องมือสื่อสารทุกประเภท ๑ วันเต็ม ปรากฏว่านักศึกษากลุ่มตัวอย่างมีอาการกระวนกระวายเหมือนขาดยา นักศึกษาคนหนึ่งถึงกับบอกว่าหากไม่ได้ส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ ไม่ได้แชตผ่านอินเทอร์เน็ต จะรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว

ในหนังสือคู่มือและแนวทางการประเมินและรักษาการติดเน็ต (Internet Addiction: A Handbook and Guide to Evaluation and Treatment) ของดอกเตอร์คิมเบอร์ลี ยัง ซึ่งตีพิมพ์เมื่อตุลาคมปีที่แล้ว บอกว่าไม่มีใครรู้ว่าอาการติดเน็ตรุนแรงกว้างขวางแค่ไหน แต่ผลการศึกษาระดับชาติของมหาวิทยาลัยการแพทย์สแตนฟอร์ดพบว่า ๑ ใน ๘ ของคนอเมริกันมีปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตมากเกินไป และนับวันยิ่งมีสถานบำบัดและฟื้นฟูผู้ติดเน็ตเพิ่มขึ้นทั้งในสหรัฐอเมริกา และทั่วโลก

เกาหลีใต้เป็นประเทศแรกๆ ที่ประชาชนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างกว้างขวาง จนปัจจุบันประชากรเกือบร้อยละ ๘๐ ที่ใช้อินเทอร์เน็ตกำลังเผชิญกับโรคติดเน็ตอย่างรุนแรง เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวน่าเศร้าว่าพ่อแม่ปล่อยให้ลูกวัย ๓ เดือนอดตายเพราะติดเกมเลี้ยงลูกทางอินเทอร์เน็ต ทุกวันนี้รัฐต้องเป็นสปอนเซอร์ตั้งศูนย์บำบัดผู้ติดเน็ตถึง ๑๔๐ แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้คนติดเน็ตเข้ามาใช้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ในประเทศจีนซึ่งตัวเลขผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี ๒๕๕๓ ระบุว่าสูงถึง ๓๘๔ ล้านคน เท่ากับประชากรสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศ ก็มีปัญหาคนติดเน็ตเช่นกัน ประมาณว่าร้อยละ ๑๐ ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในจีนเป็นโรคติดเน็ตอย่างรุนแรง ทำให้เกิดสถานบำบัดและฟื้นฟูมากมาย พ่อแม่ต้องจ่ายเงินค่าบำบัดอาการติดเน็ตถึงหลักสูตรละประมาณ ๓ หมื่นบาท แต่มีข่าวไม่ดีนักว่าสถานฟื้นฟูหลายแห่งใช้วิธีฝึกแบบทหารและใช้การช็อร์ ตด้วยไฟฟ้าจนทำให้ผู้เข้ารับการบำบัดเสียชีวิต กระทรวงสาธารณสุขจีนต้องประกาศว่าการช็อร์ตด้วยไฟฟ้าไม่อาจบำบัดการติดเน็ต ได้

คุณอาจสงสัยว่าเขาบำบัดอาการติดเน็ตกันอย่างไร…เผื่อนำไปใช้กับตัวเอง รูปแบบที่ได้ผลที่เกาหลีใต้คือการเข้าค่าย ๑๒ วัน เพื่อฝึกให้ผู้ติดเน็ตมีกิจกรรมและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและสังคมมากขึ้น ทั้งนี้เพราะเด็กติดเน็ตส่วนใหญ่ไม่รู้จักทักษะการเข้าสังคมนอกสังคมออ นไลน์ กิจกรรมที่ทำในค่ายได้แก่ การออกกำลังกาย ทำเครื่องปั้นดินเผา ตีกลอง หรือเล่นเกมต่อสู้กับเพื่อนตัวเป็นๆ ซึ่งเด็กติดเกมบางคนยอมรับว่าสนุกกว่าเกมออนไลน์เสียอีก ทั้งนี้ยังจำกัดให้ใช้โทรศัพท์วันละไม่เกิน ๑ ชั่วโมงเพื่อป้องกันการเล่นเกมหรือแชตกับเพื่อน

ใน Internet Addiction: A Handbook and Guide to Evaluation and Treatment ระบุว่าวิธีการบำบัดที่ได้ผลคือการพูดคุยเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติ อาจคุยกับพ่อแม่ การเข้ากลุ่ม หรือเข้าศูนย์ฟื้นฟู

แต่หากคุณเป็นพวกเชื่อเทคโนโลยีและเริ่มรู้ตัวว่าติดเน็ตแต่ไม่อยากพูด คุยแลกเปลี่ยนหรือทำกิจกรรมกับใคร คุณอาจใช้วิธีเดียวกับ แดน ไนแนน นักแสดงตลกในนิวยอร์กที่มีปัญหาติดเน็ตจนไม่อาจเขียนหนังสือให้เสร็จ ต้องเลือกใช้โปรแกรมบล็อกอินเทอร์เน็ตครั้งละ ๒ ชั่วโมงเพื่อทำงานให้ลุล่วง

โปรแกรมเหล่านี้นับวันจะได้รับความนิยมชนิดที่ถูกจัดให้เป็นเทรนด์หลัก ของยุคคลั่งเน็ตเลยทีเดียว เมื่อปีที่แล้วนายก-รัฐมนตรีเกาหลีใต้แถลงว่ารัฐบาลจะออกซอฟต์แวร์แก้ปัญหา คนติดเกมและติดอินเทอร์เน็ตมาให้ใช้กันฟรีๆ ในปีหน้า เพื่อแก้ปัญหาคนเกาหลีใต้ติดเน็ตกันมากถึง ๔ ล้านคน โดยซอฟต์แวร์ดังกล่าวจะแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือโปรแกรมกำหนดเวลาปิดคอมพิวเตอร์ เมื่อถึงเวลาเครื่องก็จะปิดตัวเองโดยอัตโนมัติ อีกโปรแกรมคือโปรแกรมสร้างความเหนื่อยล้าจากการเล่นเน็ต เช่น ยิ่งเล่นเกมนานเท่าไรเกมก็จะยิ่งยากขึ้น สุดท้ายก็จะเบื่อและเลิกเล่นไปเอง

ถามว่าทำไมไม่บังคับใจตัวเอง ? คำตอบของคนติดเน็ตหลายคนอาจคล้ายคำตอบของ แดน ไนแนน ที่ว่าไม่มีวินัยและไม่อาจบังคับใจตัวเองได้ จนต้องหาเครื่องมือหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ มาเป็นตำรวจหรือผู้คุมใจตัวเอง

บางคนแย้งว่าไม่ใช่ว่ารู้ดีแต่ไร้วินัย แต่ถึงขั้น “ไม่รู้ตัว” เชียวละ กว่าจะรู้อีกทีก็นั่งหน้าจอจนผ่านชั่วโมงที่ ๓ ไปแล้ว และปวดหลังปวดไหล่จนแทบขยับตัวไม่ได้ หากเป็นเช่นนี้ขอนำเสนอโปรแกรมนาฬิกาแห่งสติ ซึ่ง เดวิด สไตเกอร์วอล์ด (David Steigerwald) พัฒนาให้ดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรีๆ (http://www.thaiplumvillage.org/bell/MindfulClock31.exe) ด้วยโปรแกรมนี้คุณจะตั้งเวลาให้เสียงระฆังดังขึ้นเป็นระยะได้ เช่นทุก ๑๕ นาที ๓๐ นาที หรือ ๑ ชั่วโมง เมื่อเสียงระฆังดัง ให้คุณกลับมาเจริญสติด้วยการรับรู้ลมหายใจเข้า-ออกสัก ๒-๓ รอบ และรู้ตัวว่าเล่นเน็ตไปครึ่งชั่วโมงแล้วนะ การเจริญสติโดยใช้เสียงระฆัง เสียงโทรศัพท์ หรือเสียงอื่นๆ แล้วแต่คุณกำหนดนี้ นำไปใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิตค่ะ

สุดท้ายขอนำเสนอวิธีการที่ผู้เขียนกำลังใช้กับตัวเอง นั่นคือการเข้าค่ายที่มีตัวเองเป็นทั้งผู้คุมและผู้รับการบำบัด ด้วยการตั้งเพดานการใช้อินเทอร์เน็ตประจำวันให้ตัวเองว่าจะใช้วันละกี่ ชั่วโมง หากใช้เกินกว่านั้นให้ชดเชยหรือทำโทษตัวเองด้วยการทำความสะอาดบ้านหรือทำงาน อื่นด้วยเวลาที่เท่ากัน…บ้านสะอาดกว่าเดิมเยอะ


จาก http://www.sarakadee.com/2011/04/05/netmania/

5
"ความสุขจากการเป็นผู้ให้"

    การให้ หรือทาน เป็นศีลข้อหนึ่งในทางพุทธศาสนา  หมายถึงการให้แล้วโดยไม่คำนึงถึงมันอีกแล้ว คือให้แล้วให้เลย ถ้าให้ของแก่ผู้อื่นไปแล้วก็ไม่ต้องคำนึงอีกแล้วว่าผู้รับจะเอาของชิ้นนั้นไปทำอะไร  และเราก็ไม่อยากที่จะเรียกสิ่งของเหล่านั้นกลับคืนมาอีกแล้ว ที่สำคัญคือว่าเราให้โดยไม่มีนัยยะใดๆแอบแฝงไว้

    หากนอกเหนือจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้เพื่อหวังสิ่งตอบแทน การให้ที่จิตยังไม่สามารถปล่อยวางจากสิ่งของได้ อาจเป็นห่วงว่าผู้รับจะเอาของไปใช้ทำอะไร หรือการให้ที่มีเงื่อนไขให้ทำตาม การให้เหล่านี้จัดว่าเป็นการให้ทานที่ไม่บริสุทธิ์ การให้ประเภทหลังนี้อาจเรียกว่าเป็นการลงทุน
สิ่งที่จะได้กลับคืนมาอาจจะเป็นทรัพย์สินสิ่งของ  แต่การให้ทานที่บริสุทธิ์นั้น สิ่งที่จะได้ตอบแทนมาจะเป็นเรื่องของจิตล้วนๆ การให้ทานที่บริสุทธิ์จะสอนให้เราเป็นคนที่ใจกว้าง มีความโอบอ้อมอารี ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ลดอัตตาลงมาได้บ้าง เป็นที่รักใคร่ของผู้อื่น และที่สำคัญสุด คือเราจะมีความสุขจากการเป็นผู้ให้ ซึ่งการแสวงหาความสุขจากวิธีนี้ ดูจะเป็นวิธีการที่ถูกต้องและยั่งยืน

    การหาความสุขจากการเป็นผู้ให้เป็นการสร้างคุณค่าให้กับตัวเราเองหากเป็นการให้ที่เหมาะสม คือผู้รับก็ยินดีที่ได้รับ และเราซึ่งเป็นผู้ให้ก็เต็มใจที่จะให้ ผู้รับของจะรู้สึกถึงคุณค่าในชีวิตของตัวเองที่เห็นว่าตัวเองยังมีความสำคัญที่จะรับสิ่งของสิ่งนั้น ผู้ให้ก็ยังได้เพิ่มคุณค่าของชีวิตให้กับตัวเองอีกด้วย ลองดูตัวอย่างที่ง่ายที่สุด หากชายหนุ่มได้มอบของขวัญให้กับแฟนสาวแล้ว ความรู้สึกของแฟนสาวที่เป็นผู้รับนั้นจะไม่ได้ดีใจที่ได้รับสิ่งของเพียงอย่างเดียว มันยังจะช่วยสร้างความรู้สึกว่าตัวแฟนสาวยังมีความสำคัญสำหรับผู้ชายอยู่ และชายหนุ่มไม่ได้มอบของขวัญให้แฟนสาวเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญหรือคุณค่าของชีวิตแก่แฟนสาวด้วย

      บางทีเวลาที่เราได้เป็นผู้ให้กับใครแล้ว เราไม่มีความคาดหวังหรือต้องการเลยซึ่งสิ่งตอบแทนใดๆทั้งสิ้น คือเราให้แล้วผู้รับมีความสุขก็เพียงพอแล้วสำหรับความคาดหวัง ขอเพียงได้รับคำขอบคุณจากผู้รับเราก็เป็นสุขแล้ว หากมีความคิดนอกเหนือจากนี้เมื่อไหร่ก็เราอาจจะผิดหวังจากความสุขของการเป็นผู้ให้ไปเลย หากว่าเราได้คาดหวังถึงสิ่งตอบแทน แต่สิ่งตอบแทนอาจมาช้าหรืออาจไม่มาเลย หากคิดจะเป็นผู้ให้แล้วจงหาความสุขจากมันด้วย ลองดูตัวอย่างในสังคมปัจจุบันนี้ บางทีเราไม่ต้องคิดเลยว่าผู้ให้คนไหนให้ด้วยความสุจริตใจหรือหวังสิ่งตอบแทน เราไม่มีทางรู้เลยหรือยากที่จะรู้ว่าใครเป็นผู้ให้ด้วยความสุจริตใจ เพราะผู้ให้ด้วยความสุจริตใจส่วนมากแล้วจะไม่เปิดเผยถึงความดีที่ตนได้กระทำลงไป แต่หากเป็นการให้ด้วยการหวังสิ่งตอบแทน คนๆนั้นจะป่าวประกาศให้ดังที่สุดถึงความดีที่คนผู้นั้นได้กระทำลงไป จะคาดหวังอย่างสูงให้ทุกคนรู้ตนว่าทำอะไรลงไป เรียกได้ว่าเป็นการสร้างภาพเป็นการเสแสร้ง เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ

     ความจริงแล้วคนทุกคนบนโลกนี้มีคุณค่าเท่าเทียมกันทุกคน ทุกๆคนควรจะมีโอกาสได้รับทรัพยากรเท่าๆกัน หรือแบ่งปันไปในทั่วทุกสังคม แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงสังคมหาเป็นเช่นนั้นไม่ การหวงแหนหรือกักตุนทรัพยากรยังมีอยู่ การเหลื่อมล้ำถึงโอกาสความเท่าเทียม มีมากน้อยไม่เท่ากัน สิ่งเหล่านี้แหละที่เป็นต้นกำเนิดถึงปัญหาทางสังคมอันดับแรก หากขจัดปัญหาเหล่านี้ออกไปได้แล้วปัญหาอาชญากรรมทางสังคมจะเบาบางลงไปได้มาก โจรผู้หิวโหยจะออกปล้นทำไม เมื่อตัวเองและพ่อแม่ญาติพี่น้องได้อิ่มท้องกัน อยู่แล้ว

     หากใครไม่รู้จักกับการให้ ไม่ได้รู้คุณค่าของการให้ไม่เคยคิดจะให้สิ่งของใดๆแก่ผู้อื่น เมื่อมีโอกาสอยู่ตรงหน้า แล้วคนๆนั้นจะมีโอกาสได้เป็นผู้รับได้อย่างไรกัน แม้เราจะมีทรัพย์สมบัติมากมายถึงขนาดที่ใช้กันข้ามชาติก็ยังไม่หมด
แต่เราจะมีความสุขจริงเหรอที่ได้นอนกอดทรัพย์สมบัตินั้นไปจนตาย


โดย ShellSort
ขอขอบคุณ www.oknation.net

6
<a href="http://www.youtube.com/v/XEx-Pf3icBY" target="_blank" class="new_win">http://www.youtube.com/v/XEx-Pf3icBY</a>

เชิญฟังเพลงเบาๆสบายๆ คลายความเครียด เชิญดิ่มน้ำชา จิบกาแฟ และพักผ่อนตามอธัยาศัยได้เลยครับ

8
ห้องจิบกาแฟ / คำคม ขงเบ้ง
« on: March 21, 2013, 02:10:02 pm »
ประดับความคิดกันสักเล็กน้อยครับ

http://www.baanjomyut.com/10000sword/2548/kongbeng.html

Pages: [1] 2